มิติสิ่งแวดล้อม มิติสิ่งแวดล้อม
มิติสิ่งแวดล้อม

มิติสิ่งแวดล้อม

ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งเน้นการผลิต และการบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สภาพภูมิอากาศรวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง โดยการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และรักษาสมดุลระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

จากภาวะวิกฤตจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องและได้กลายเป็นปัญหาสำคัญที่จำเป็นต้องเร่งรัดดำเนินการแก้ไข อีกทั้งอาจสร้างผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ผู้ประกอบการและดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมการผลิตจึงต้องจัดเตรียมองค์กรเพื่อขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเสริมสร้างศักยภาพในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันในระดับโลก ลดความเสี่ยงทางธุรกิจจากภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรง และวางรากฐานความยั่งยืน

ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ผ่านมาตรการบังคับใช้และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้เน้นเพียงการดำเนินงานลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากแต่ยังให้ความสำคัญต่อความเป็นธรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การส่งเสริมความเสมอภาคในการเข้าถึงทรัพยากรและโอกาส ตลอดจนการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน พร้อมสร้างความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วนในการเผชิญหน้าและรับมือกับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีกฎระเบียบ ข้อบังคับ และกรอบการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิต บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งเน้นการผลิตและการบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง โดยการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและรักษาสมดุลระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

กลุ่มบริษัทตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจที่ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดจากการดำเนินงานทั้งภายในและภายนอกสถานประกอบการ โดยใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ลดการใช้ทรัพยากร ลดปริมาณของเสียหรือมลพิษ และจัดการของเสียหรือมลพิษ รวมทั้งนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการทรัพยากรของเสียหรือมลพิษเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และยึดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) และนำองค์กรข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยสร้างสมดุล ESG: Environment, Social and Governance & Economic พร้อมยกระดับเป้าหมายด้านความอย่างยั่งยืนสู่องค์กร เพื่อร่วมแก้ปัญหา และบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐ COP 30 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ณ เมืองเบเลม ประเทศบราซิล โดยประเทศไทยสานต่อเป้าหมายการดำเนินงานของ COP 28 และ COP 29 ซึ่งมุ่งเน้นในการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส กำหนดความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือยกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2065 ตลอดจนลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป

บริษัท จึงกำหนดแนวทางในการบริหารจัดการด้านการพัฒนาความยั่งยืนขององค์กร ตระหนักและให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์พลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริหารจัดการทรัพยากร ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า ส่งเสริมความร่วมมือและการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและดูแลสิ่งแวดล้อมะหว่างองค์กรกับหน่วยงานภายนอก และให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติตามกฏหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

บริษัทฯ ได้กำหนดแผนกลยุทธ์และการดำเนินธุรกิจที่สอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก (Global Megatrends) โดยมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน พร้อมต่อยอดธุรกิจสู่ระดับสากล เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้สมดุลในทุกมิติครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการดำเนินธุรกิจ ด้วยหลักธรรมาภิบาลที่ดี (Environmental-Social-Governance: ESG) รวมถึงการดำเนินงานที่สอดคล้องกับกรอบเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ อีกทั้งบริษัทฯ ยังมีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจท่ามกลางความท้าทาย ความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต สอดผสานความสมดุลควบคู่กับสังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมกับการดำเนินงานภายใต้หลักจริยธรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ยืนหยัดบนเส้นทางความเป็นผู้นำในธุรกิจปาล์มน้ำมันในระดับสากล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ตลอดจนลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป ตามแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือ Decarbonization Roadmap ที่กำหนดไว้เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593 ผ่าน 3 แนวทาง ดังนี้

ขับเคลื่อนธุรกิจบนหลักความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ยึดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth)
การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization) โดยการสร้างสมดุล ESG: Environmental, Social และ Governance & Economic พร้อมยกระดับเป้าหมายด้านความยั่งยืนสู่องค์กรที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
การดูดซับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Sink)

ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม

การจัดการด้านพลังงาน
ผลิตพลังงานจากก๊าซชีวภาพและพลังงานทดแทน
ล้านหน่วย
การจัดการความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดการก๊าซเรือนกระจก
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก GHG emissions

ขอบเขตที่ 1: 32,952 tCO2e

ขอบเขตที่ 2: 7,862 tCO2e

ขอบเขตที่ 3: 316,439 tCO2e

tCO2e
การจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน
ร่วมกับชุมชนนำกากอุตสาหกรรมไปผลิตปุ๋ยอินทรีย์
การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
น้ำทิ้งได้รับการบำบัด
%
การบริหารจัดการขยะและน้ำทิ้ง
ส่งเสริมการการจัดการขยะและน้ำทิ้งได้รับรางวัลจากกรมอุตสาหกรรม
Rs

การจัดการด้านพลังงาน

การจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญในการลดต้นทุนการดำเนินงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการลดการใช้พลังงานรวมผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ การลงทุนในอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง และการใช้พลังงานหมุนเวียนเมื่อเป็นไปได้ โดยมีการติดตามประสิทธิภาพด้านพลังงานอย่างต่อเนื่องเพื่อหาช่องทางการประหยัดและนวัตกรรมใหม่ ๆ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการรณรงค์สร้างความตระหนักด้านการอนุรักษ์พลังงานแก่พนักงานและการใช้พลังงานอย่างมีความรับผิดชอบในทุกสถานประกอบการ ซึ่งไม่เพียงช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน แต่ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านพลังงานอย่างยั่งยืน

ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการพลังงานรวม

ในปีพ.ศ. 2567 บริษัทฯ มีการแต่งตั้งคณะทำงานด้านการจัดการพลังงานตามมาตรฐาน ISO 50001 เพื่อจัดทำมาตรการประหยัดพลังงานและดำเนินการให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และบรรลุเป้าหมายการอนุรักษ์พลังงาน เช่น การใช้พลังงานจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Electricity) และพลังงานจากก๊าซชีวภาพ (Biogas) และได้รับการรับรองระบบ ISO 50001 จากบริษัท ทูนอร์ด (ประเทศไทย) จำกัด ในกลุ่มธุรกิจหลักของบริษัท (กลุ่มธุรกิจโรงสกัดและโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม)

ปริมาณการใช้พลังงานรวมของบริษัท
(หน่วย: กิโลวัตต์-ชั่วโมง)
24,574,355.33
กิโลวัตต์-ชั่วโมง
ปริมาณการใช้พลังงานรวมของบริษัท
การจัดการด้านพลังงาน ประจำปี 2568
ISO 50001:2018 Certificate

เป้าหมาย

  • ลดการซื้อไฟฟ้า % ต่อปี จากฐานปี 2567
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรและระบบ Heat Recovery

ผลการดำเนินงาน 2568

แต่งตั้งคณะทำงานด้านพลังงาน และได้รับรอง ISO 50001
ผลิตพลังงานจากก๊าซชีวภาพและพลังงานทดแทน รวมกว่า
ล้านหน่วย
เข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานตาม BCG Model
ลดการซื้อไฟฟ้า
%
จากฐานปี 2567

การจัดการความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดการก๊าซเรือนกระจก

บริษัทฯ รวมประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศไว้ในแผนกลยุทธ์ เพื่อให้สามารถปรับตัวต่อกฎระเบียบและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องได้อย่างยั่งยืน มาตรการบรรเทา รวมถึงการลงทุนในเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานและการเข้าร่วมโครงการชดเชยคาร์บอนตามความเหมาะสม

PCE Roadmap เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์

ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) คือ การที่ปริมาณการปล่อยคาร์บอน (CO2) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศเท่ากับปริมาณคาร์บอนที่ถูกดูดซับกลับคืน โดยมีมาตรการ "ลด" การปล่อยคาร์บอนหรือก๊าซเรือนกระจก ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีการผลิตและการจัดการของเสียที่สะอาด หรือการใช้พลังงานสะอาด และ "ชดเชย" หรือ offset ผ่านกิจกรรมที่ไปลดคาร์บอน เช่น การปลูกป่า หรือการซื้อคาร์บอนเครดิต

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) คือ การที่ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความสมดุล เท่ากับก๊าซเรือนกระจกที่ถูกดูดซับออกจาก ชั้นบรรยากาศ หลังจากความพยายาม "ลด" การปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรการต่างๆแล้ว เพื่อให้บรรลุการปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ โดยมาตรการ "กำจัด" ผ่านกิจกรรมที่สามารถดูดซับก๊าซเรือนกระจกออกจากชั้นบรรยากาศในระยะยาว เช่น การปลูกป่า หรือใช้เทคโนโลยีในการดูดคาร์บอนที่ดักจับและกักเก็บโดยตรง

การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) คือสัญญาณวิกฤตมนุษยชาติโลกมีแนวโน้มที่จะพลาดเป้าหมายสำคัญด้านการควบคุมสภาพภูมิอากาศ ซึ่งก็คือ การจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิบนพื้นผิวโลกไว้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรม (pre-industrial) ภายในปี 2573 ดังนั้น เราต้องเร่งจำกัดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง เพื่อป้องกันผลกระทบร้ายแรงต่อโลกใบนี้และผู้คน การจัดการพลังงานและบริหารจัดการความเสี่ยงกิจกรรมที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการควบคุมดูแลการปล่อยกก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทฯ ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของเรา ทั้งการซื้อสินค้าและบริการกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงและพลังงาน การขนส่งและการกระจายสินค้า ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อเป็นการรองรับการปรับองค์กรเข้าสู่การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำกรอบการทำงานเพื่อวัด จัดการ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) มีการคำนวณการปล่อยก๊าซใน Scope 1 และ Scope 2 ตามมาตรฐานสากลและกำลังขยายการประเมินไปยัง Scope 3 ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการกำหนดเป้าหมายและมาตรการเชิงรุก ทั้งในระยะยาวและระยะสั้น เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมปรับตัวให้พร้อมต่อสถานการณ์ในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงสร้างความยั่งยืน ได้มีการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร เพื่อประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร และพิจารณาหาแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตน อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาบริษัทและบุคลากรอย่างยั่งยืน

โดยกำหนดให้ปีงบประมาณ 2567 เป็นปีฐาน ในการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร โดยใช้ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 เป็นปีแรกที่เริ่มดำเนินการประเมินการปล่อยและการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกขององค์กร รวมทั้งได้รับการทวนสอบความถูกต้องของผลการประเมินการปล่อยและการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกจากผู้ทวนสอบ จึงได้ขอการรับรองเครื่องหมายแสดงคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ปีฐาน 2567 เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 จากหน่วยงานองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ในฐานะผู้อนุญาตการใช้เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร

โดยมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจขององค์กรในปีฐาน 2567 เท่ากับ 30,193 tCO2e ซึ่งข้อมูลที่เปิดเผยนี้ ได้รับการับรองและได้รับประกาศนียบัตรจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) การดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน มีวัตถุประสงค์ การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดของเสียและนำของเสียกลับไปในประโยชน์ รวมถึงป้องกันมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้รูปแบบการรายงานผลเป็นไปตามมาตรฐานสากล tCO2e ดังนี้

ขอบเขตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปีฐาน (2567) เป้าหมายระยะสั้น (2573) เป้าหมายระยะยาว (2587)
ขอบเขตที่ 1 19,539.00 tCO2e ลด 15% หรือ 2,930.85 tCO2e เทียบกับปีฐาน ลด 50% หรือ 9,769.50 tCO2e เทียบกับปีฐาน
ขอบเขตที่ 2 1,275.00 tCO2e ลด 15% หรือ 191.25 tCO2e เทียบกับปีฐาน ลด 50% หรือ 637.50 tCO2e เทียบกับปีฐาน

เป้าหมาย

  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขต 1 และ 2 ลดลง % ภายในปี 2578
  • เดินหน้า Roadmap สู่ Net Zero ภายในปี 2593

ผลการดำเนินงาน 2568

อยู่ระหว่างการขอการรับรอง Carbon Footprint องค์กร
%
สัดส่วนที่ลดลงของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมขอบเขต 1 และ 2

การจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน

การจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืนเป็นการรับประกันว่าผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมจะถูกลดให้น้อยที่สุดตลอดห่วงโซ่อุปทาน บริษัททำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ในการกำหนดมาตรฐานความยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ การคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ และการดำเนินงานอย่างมีจริยธรรม

ความร่วมมือกับซัพพลายเออร์ประกอบด้วยการตรวจสอบ การฝึกอบรม และการสร้างศักยภาพเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ด้วยแนวทางนี้ บริษัทจึงเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับโลก

การจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน ประจำปี 2568
RSPO Supply Chain Certificate - New Biodiesel 2025

เป้าหมาย

  • ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบหมุนเวียน เช่น น้ำมันพืชใช้แล้ว, สารปรับปรุงดิน
  • ส่งเสริม สนับสนุนการ ตรวจรับรองมาตรฐาน ปาล์มอย่างยั่งยืน (RSPO)

ผลการดำเนินงาน 2568

นำกากอุตสาหกรรมไปผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ร่วมกับชุมชน
พัฒนาน้ำมัน B100 จากน้ำมันพืชใช้แล้ว

การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

น้ำเป็นทรัพยากรสำคัญในการดำเนินงาน และบริษัทมุ่งมั่นที่จะลดความเข้มการใช้น้ำ พร้อมทั้งรักษาระบบนิเวศท้องถิ่น โปรแกรมด้านประสิทธิภาพการใช้น้ำรวมถึงการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ การรีไซเคิล และการใช้เทคโนโลยีการบำบัดขั้นสูง

นอกจากนี้ บริษัทมั่นใจว่าน้ำทิ้งที่ปล่อยออกมาจะต้องผ่านการบำบัดตามหรือสูงกว่ามาตรฐานกฎหมายและเข้าร่วมโครงการเพื่อปกป้องทรัพยากรน้ำของชุมชน มีการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำเป็นประจำเพื่อเตรียมความพร้อมต่อความท้าทายระยะยาว เช่น ภาวะแห้งแล้งและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PCE มุ่งมั่นยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และกรอบการดำเนินงาน "PCE Roadmap" โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำผ่านหลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) ร่วมกับเทคโนโลยีการบำบัดขั้นสูงและการตรวจสอบคุณภาพน้ำทิ้งอย่างเคร่งครัดเพื่อให้สูงกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ บริษัทได้กำหนดเป้าหมายเชิงรุกในการลดความเข้มข้นการใช้น้ำต่อรายได้ลงร้อยละ 5 ภายในปี 2568 และร้อยละ 10 ภายในปี 2569 พร้อมทั้งดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ (Water Risk Assessment) อย่างสม่ำเสมอเพื่อรับมือกับภาวะแห้งแล้งและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมระบบนิเวศและปกป้องทรัพยากรน้ำของชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรและลดรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ปริมาณการใช้น้ำของบริษัท จำแนกตามแหล่งน้ำ
ปริมาณการใช้น้ำของบริษัท จำแนกตามแหล่งน้ำ
ปริมาณน้ำที่นำมาใช้
(หน่วย: ลูกบาศก์เมตร)
706,981.20
ลูกบาศก์เมตร
ปริมาณน้ำที่นำมาใช้
การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ประจำปี 2568

เป้าหมาย

  • ลดการใช้น้ำ % ภายในปี 2568 (ฐานปี 2567: 811,603 ลบ.ม.)
  • ใช้หลักการ Rs (Reduce, Reuse, Recycle)

ผลการดำเนินงาน 2568

ลบ.ม.
รวมปริมาณการใช้น้ำในปี 2568 หรือลดลง 17.83% เทียบจากปี 2567
ได้รับเกียรติบัตรด้านการจัดการน้ำจากกรมโรงงานฯ
%
น้ำทิ้งได้รับการบำบัด

การบริหารจัดการขยะและน้ำทิ้ง

บริษัทนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในการจัดการขยะและน้ำทิ้ง โดยมุ่งเน้นการลดการเกิดขยะ ตั้งแต่ต้นทาง การเพิ่มอัตราการรีไซเคิล และการกำจัดอย่างปลอดภัยตามกฎหมายและมาตรฐานสากล

สำหรับน้ำทิ้ง บริษัทใช้ระบบบำบัดที่ทันสมัยเพื่อให้มั่นใจว่ามีคุณภาพตามหรือสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดและมีการดำเนินโครงการเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ จากการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์

ปริมาณขยะและของเสียที่นำไปใช้ซ้ำ (Reuse) / รีไซเคิล (Recycle)
(หน่วย: กิโลกรัม)
750
กิโลกรัม
ปริมาณขยะและของเสียที่นำไปใช้ซ้ำ (Reuse) / รีไซเคิล (Recycle)
ปริมาณขยะและของเสียไม่อันตรายที่นำไปใช้ซ้ำ (Reuse) / รีไซเคิล (Recycle)
(หน่วย: กิโลกรัม)
750
กิโลกรัม
ปริมาณขยะและของเสียไม่อันตรายที่นำไปใช้ซ้ำ (Reuse) / รีไซเคิล (Recycle)

บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ มุ่งมั่นบริหารจัดการขยะ ของเสีย และมลพิษอย่างยั่งยืนภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และแนวทาง 3R (Reduce, Reuse, Recycle) เพื่อลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทางและนำทรัพยากรกลับมาหมุนเวียนใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยบริษัทฯ มีการกำกับดูแลและปฏิบัติตามกฎหมายรวมถึงมาตรฐานสากลด้านการจัดการของเสียและสารเคมีอย่างเคร่งครัด พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการนำขยะไปฝังกลบให้เป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) ทั้งนี้ ความมุ่งมั่นดังกล่าวส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับรางวัล 3Rs ซึ่งเป็นเครื่องการันตีถึงความสำเร็จและมาตรฐานความเป็นเลิศในการจัดการกากอุตสาหกรรมและมลพิษที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

เป้าหมาย

  • เพิ่มการนำขยะไม่อันตรายกลับมาใช้ %
  • เพิ่มการจัดการขยะอันตราย %
  • ส่งเสริมการใช้หลักการ 3Rs/5Rs

ผลการดำเนินงาน 2568

%
การนำขยะไม่อันตรายกลับมาใช้
%
น้ำทิ้งทั้งหมดผ่านการบำบัด 

โครงการของเรา

กิจกรรมด้านความยั่งยืน

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

ISO 50001:2018 Certificate
RSPO Supply Chain Certificate - New Biodiesel 2025
การจัดการด้านพลังงาน ประจำปี 2568
การจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน ประจำปี 2568
การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ประจำปี 2568
นโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน